ยาเพร็พ เพื่อป้องกันเอชไอวี

เพร็พคืออะไร

ยาPrEP คือ การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส (HIV PreExposure Prophylaxis, PrEP) ซึ่งเป็นการให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี ก่อนมีการสัมผัส (Pre-Exposure) ซึ่งผู้ที่จะได้รับยาต้านไวรัสนั้น จะต้องเป็น กลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี หรือเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค เพื่อป้องกันโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อนั่นเอง

ยาPrEP ควรใช้กับใครบ้าง

  •  กลุ่มชายรักชาย สาวประเภทสอง หรือ ชายรักร่วมเพศที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ ทางทวารหนัก กับคู่นอนที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อหรือไม่
  •  ผู้ใช้เข็มฉีดยา ในการใช้สารเสพติด
  •  บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสเชื้อ เช่น เกิดจากอุบัติเหตุของมีคมทิ่มตำ เช่น เข็มตำ เศษแก้วบาด หรือผู้ที่มีบาดแผลทางร่างกายแล้วสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำเหลืองที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  •  หญิงหรือชายที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ หรือมีคู่นอนหลายคนและไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายติดเชื้อหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนัก
  •  ชายหรือหญิงที่ทำงานบริการทางเพศ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาเพร็พ

  •  ยาเพร็พใช้สำหรับผู้ที่มีผลเลือดลบ (เท่านั้น)
  •  ยาเพร็พใช้เพื่อการป้องกันเอชไอวี ไม่ใช่รักษา
  •  ยาเพร็พป้องกันอชไอวี ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อื่นๆ
  •  ยาเพร็พไม่จำเป็นต้องกินตลอดชีวิต กินเฉพาะในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง
  •  ยาเพร็พควรใช้คู่กับถุงยางอนามัย ป้องกันได้ทั้งเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การรักษา

การรักษาโรคเอดส์นั้น ในปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาด แต่มียารักษาเพื่อต้านเชื้อไวรัสที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหมือนคนปกติมากที่สุด ยาต้านเชื้อไวรัส (Anti-retrovirals, AVR) เป็นยาที่ไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัส HIV ให้หมดไป แต่ยาจะช่วยชะลอการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกาย และชะลอความเสียหายต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสของผู้ป่วยต่อไป

ดังนั้น การรักษาโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อเอชไอวีเป็นผู้ดูแลเป็นหลัก และต้องเข้ารับการตรวจตามนัด เพื่อเจาะเลือดตรวจดูระดับภูมิต้านทานในร่างกายและจำนวนเชื้อไวรัสเป็นระยะ ร่วมกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำงานได้ดีที่สุดนั่นเอง