PEP คืออะไร

การป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อเอชไอวี หรือการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์นั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นและต้องให้ความสำคัญในสถานบริการทุกแห่งที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะสถานบริการที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสวย การเสริมความงาม ทั้งเพศชายและเพศหญิงควรจะได้รับการตรวจรับรองมาตรฐานเพราะผู้ให้บริการไม่ได้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางเวชกรรม อาจขาดความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรคเอดส์ได้

PEP

แต่สำหรับผู้ที่ไม่มั่นใจว่าได้รับเชื้อหรือสัมผัสเชื้อจากการเข้ารับบริการหรือไม่ รวมทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ เช่นมีเพศสัมพันธ์กับกลุ่มเสี่ยง ถุงยางอนามัยแตกระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงที่ถูกกระทำชำเรา ถูกข่มขืน และทารุณกรรมทางเพศหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านเชื้อฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรค PEP หรือ Post-Exposure Prophylaxis คือ ยาต้านไวรัส หรือทางเลือกในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสเชื้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

PEP คืออะไร

PEP หรือ Post-Exposure Prophylaxis เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีที่แพทย์จ่ายให้คนไข้ทันทีหลังการสัมผัสเชื้อ การรักษาจะต้องรวดเร็วที่สุด เพื่อให้ยาเข้าสู่ร่างกายแล้ว ไปทำการต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งการให้ยา PEP นั้น ควรให้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังการรับเชื้อ เพราะหากให้ยานานกว่านี้ เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายเข้าสู่เซลล์และเนื้อเยื่อข้างเคียง รวมถึงเข้าไปในกระแสเลือดและน้ำเหลืองได้

การเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ โดยการพิจารณาให้ยาต้านเชื้อไวรัส PEP นั้น ผู้ป่วยต้องได้รับยาภายใน 72 ชั่วโมง เพราะหากได้รับยาช้ากว่านั้น ประสิทธิภาพของการต่อต้านเชื้อจะลดลงตามมาและการรับประทานยาต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน โดยรับประทานอย่างเคร่งครัดร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อตรวจหาระดับเชื้อเอชไอวีในร่างกายไว้เป็นหลักฐาน

สิ่งที่ควรทราบในการใช้ยาต้านไวรัส PEP

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาต้านไวรัส PEP นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์จะต้องอธิบายและสร้างความเข้าใจตลอดแผนการรักษาให้กับผู้รับบริการ เนื่องจากยามีผลข้างเคียงได้มากน้อยแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และขึ้นกับสภาวะสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย ดังนั้นผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดเวลาการรักษาและการให้ยา จึงจำเป็นต้องรับทราบและปฏิบัติตัว ดังนี้

 

  •  ก่อนเริ่มรับประทานยายาต้านไวรัส PEP ต้องมีการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวีในผู้ป่วยทุกราย
  •  ยาต้านไวรัส PEP ประกอบด้วยตัวยาต้านไวรัสประมาณ 3 ชนิด หรือที่รู้จักกันว่า เป็นยาเออาร์ที (ART) ซึ่งแพทย์เท่านั้นที่จะเป็นผู้พิจารณาในการเลือกใช้เป็นรายบุคคลและต้องให้ยาภายใน 72 ชั่วโมงหลังได้รับเชื้อ และรับประทานยาต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 28 วันเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในร่างกายอย่างต่อเนื่อง
  •  อาการข้างเคียงจากการใช้ยาที่พบบ่อย ได้แก่ อาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย โดยอาการจะเริ่มพบตั้งแต่วันแรกๆ ที่รับประทานยา จากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว
  •  ยาต้านไวรัส PEP ไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยให้เราไม่ป่วยเป็นโรคเอดส์ 100% เพราะยาต้านไวรัส PEP เป็นยาฉุกเฉินที่จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเท่านั้น
  •  หากเรารู้ตัวหรือคาดว่าจะได้รับเชื้อโดยไม่ตั้งใจ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อวางแผนเข้ารับการรักษาทันที
  •  ยาต้านไวรัส PEP (Post-Exposure Prophylaxis) กับยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) นั้นมีข่อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน หากผู้ป่วยมีโอกาสกลับไปสัมผัสเชื้อ เช่น คู่นอนป่วยด้วยโรคเอดส์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องกลับไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลและสัมผัสเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาแบบ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) มากกว่า

Sex contraception preference, pill or condom

  •  การรับยาต้านไวรัส PEP นั้นจะถูกสั่งใช้โดยแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น และมีข้อบ่งชี้และข้อพิจารณาการใช้มีการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับยาทุกราย
  •  การตรวจร่างกายก่อนรับยาแพทย์จะซักประวัติการได้รับเชื้อหรือสัมผัสเชื้อจากนั้นจะตัดสินใจว่าเราจำเป็นต้องรับยา PEP หรือไม่ โดยแพทย์จะสั่งตรวจ HIV ให้กับเราก่อนรับยา PEP ทุกครั้ง เพราะถ้ามีการติดเชื้อ HIV อยู่ก่อนแล้ว จะไม่สามารถใช้ยา PEP ได้เพราะไม่มีผลทางการรักษา
  •  นอกจากการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ผู้รับบริการจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย เช่น หนองใน หนองในเทียม และซิฟิลิสเพื่อประเมินอาการและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นร่วมด้วย
  •  ยาต้านไวรัส PEP มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ HIV ไม่ได้100% และไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV ในอนาคตได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการป้องกันตัวเองไม่ให้มีโอกาสรับเชื้อเพิ่มเติมระหว่างที่รับประทานยาต้านไวรัส PEP อยู่ และต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์ ห้ามใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคนที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อร่วมกับผู้อื่นและตลอดระยะเวลาที่ทำการรักษาด้วยการรับยาต้านไวรัส PEP ถ้ามีอาการ เช่น ไข้ ผื่น หรืออาการผิดปกติอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมาระหว่างได้รับยาต้านไวรัส PEP ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการดังกล่าวนี้อาจเป็นอาการแสดงในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจำเป็นต้องปรับวิธีการรักษาและแผนการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ของแพทย์ต่อไป