การตรวจคัดกรองโรคเอดส์

การตรวจคัดกรองโรคเอดส์ เป็นแนวทางที่สำคัญอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคเอดส์ เพราะบ่อยครั้งที่การแพร่กระจายเชื้อนั้น เกิดจากความไม่รู้และความไม่ตั้งใจ เช่น กรณีที่มีการใช้อุปกรณ์บางอย่างร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เป็นต้น

การตรวจคัดกรองโรคเอดส์นั้น ยังเป็นการค้นหาผู้ป่วยเอดส์ในระยะแรกเพื่อให้สามารถทำการรักษาให้เร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเอง ในการเข้ารับการรักษาด้วยการให้ยาต้านเชื้อไวรัสให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยยับยั้งการแพร่กระจายเชื้อไวรัสให้เร็วที่สุด

การตรวจคัดกรองโรคเอดส์แบบเดิม เราสามารถตรวจคัดกรองได้จากการตรวจเลือดโดยเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำ เพื่อหาเชื้อเอชไอวีเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน สามารถตรวจคัดกรองโดยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วได้ ซึ่งการบริการมีทั้งแบบคลินิกเคลื่อนที่ หรือจะไปรับการตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้านที่มีห้องตรวจปฏิบัติการก็ได้ การตรวจคัดกรอง ผู้เข้ารับการตรวจจะต้องได้รับการให้คำปรึกษา เพื่อตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีด้วยความสมัครใจและเซ็นต์ยินยอมให้ตรวจโดยเจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรม หรือได้รับอนุญาตเท่านั้น ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผลการตรวจคัดกรองจะต้องเก็บรักษาเป็นความลับ ตามพระราชบัญญัติสิทธิผู้ป่วย โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ควรจะเข้ารับการตรวจคัดกรองดังนี้

กลุ่มเป้าหมายที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง จากสถิติการติดเชื้อของผู้ป่วยโรคเอดส์ประมาณ 1 ใน 5 ไม่ทราบว่าตนเองได้รับเชื้อ เนื่องจากอาการเมื่อติดเชื้อจะไม่แสดงอาการออกมาทันทีจนกว่าเชื้อไวรัส HIV ที่เข้าสู่ร่างกาย จะพัฒนาอย่างสมบูรณ์ และทำลายระบบภูมิคุ้มกันตนเองจนกลายเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น ดังนั้น กลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้ ควรจะเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเอดส์ ได้แก่

1. ผู้ที่มีอาการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) และมีเพศสัมพันธ์กับคนหลายคน

2. ผู้ที่มีประวัติใช้สารเสพติด หรือ ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

3. ผู้ที่เคยสัก เจาะ และบอดี้อาร์ท ตามร่างกาย เพราะอาจไม่มั่นใจว่าอุปกรณ์ในการสัก หรือ เจาะนั้นผ่านการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐาน

4. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นทางปาก ทวารหนัก หรือช่องคลอด เพราะเชื้อสามารถแพร่จากของเหลวในร่างกายผู้ติดเชื้อเข้าสู่ผู้ที่สัมผัสได้ เช่น อสุจิ ของเหลวจากช่องคลอด หรือ เลือด บาดแผลต่างๆ เป็นต้น

5. หญิงก่อนตั้งครรภ์ทุกราย ควรจะเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อหาเชื้อ HIV เพื่อให้มั่นใจว่าลูกจะปลอดภัยจากการติดเชื้อ

6. คู่สามี-ภรรยา ที่วางแผนจะแต่งงานมีครอบครัว และมีลูก เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน การตรวจหาเชื้อเอชไอวี ไม่ได้เป็นการไม่ให้เกียรติ แต่เป็นการแสดงความซื่อสัตย์ของคู่สามีภรรยาที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตลอดชีวิต

7. ผู้ที่มีประวัติเที่ยวสถานบันเทิงในกลุ่มชายรักชาย และมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ป้องกัน หรือมีความสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่นอนของตัวเอง

8. บุคลากรทางการแพทย์ ที่ถูกของมีคมทิ่มตำ หรือมีบาดแผลขณะปฏิบัติหน้าที่แล้วสัมผัสสารคัดหลั่งหรือเลือดของผู้อื่น

9. ผู้ถูกคุมขังที่มีโอกาสเกิดบาดแผล หรือสัมผัสสารคัดหลั่งผู้ที่ติดเชื้อ

10. ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปสามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ จะเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเอดส์ได้ที่ไหนบ้าง การตรวจคัดกรองโรคเอดส์เพื่อหาเชื้อเอชไอวีนั้น สามารถเข้ารับบริการได้ตลอดเวลาตามความสมัครใจ ยกเว้นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง

โดยการตรวจเพื่อหาเชื้อมีหลายวิธี แต่ที่นิยมกันมีดังนี้

  • การตรวจคัดกรองด้วยการเจาะเลือดปลายนิ้ว เป็นการตรวจแบบเร่งด่วนขั้นต้น ใช้เวลาไม่เกิน 10-15 นาที เพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เอชไอวีในกลุ่มเสี่ยง แต่วิธีนี้หากตรวจพบผลบวกจำเป็นต้องได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีอื่นต่อไป เพราะเป็นการคัดกรองที่ใช้เวลาน้อยที่สุด และสามารถทำได้ในปริมาณมากๆ เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

  •  การตรวจวิธี EIA หรือ ELISA เป็นวิธีที่นิยมกันมากเพราะให้ผลการตรวจเร็ว มีความแม่นยำ 99.9% เป็นการตรวจวัดระดับสารต่อต้านโรคเพื่อคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้น หากพบผลบวกจำเป็นต้องได้รับการตรวจโดยวิธี Western Blot เพื่อยืนยันต่อไป
  •  การตรวจด้วยวิธี Western Blot จะเป็นการตรวจยืนยันการตรวจ EIA มีความแม่นยำเรียกได้ว่า 100% แต่มีขั้นตอนการตรวจที่ยุ่งยากกว่า และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า นอกจากทั้ง 3 วิธีแล้วยังมีการตรวจคัดกรองโรคเอดส์อีกหลายวิธี ซึ่งมีการการพัฒนารูปแบบ วิธีการตรวจให้ทันสมัยและใช้เวลาน้อยลง แต่มีความแม่นยำมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เสี่ยงได้เข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น สามารถค้นหาผู้ป่วยโรคเอดส์รายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตต่อไป
Share :