Web Analytics

PrEP คืออะไร

PrEP คือ การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส (HIV PreExposure Prophylaxis, PrEP) ซึ่งเป็นการให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี ก่อนมีการสัมผัส (Pre-Exposure) ซึ่งผู้ที่จะได้รับยาต้านไวรัสนั้น จะต้องเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี หรือเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค เพื่อป้องกันโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อนั่นเอง

PrEP คือ

แนวคิดของการใช้ PrEP เพื่อการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัส การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ด้วยวิธี PrEP นั้น มีผลการศึกษาวิจัยที่รองรับว่า เกิดจากลักษณะพยาธิสภาพของเชื้อเอชไอวี

ซึ่งเมื่อผู้ป่วยสัมผัสถูกเชื้อเอชไอวี เช่น ถูกเข็มทิ่มตำ มีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เชื้อเอชไอวีจะยังอยู่เฉพาะที่ยังไม่แพร่กระจายทั่วร่างกาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ จะใช้เวลาแพร่กระจายเชื้อในร่างกายประมาณ 1-3 วันหลังการสัมผัส เมื่อเชื้อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกายแล้ว เซลล์ที่สัมผัสเชื้อจะมีการส่งต่อเชื้อไวรัส HIV เข้าสู่เซลล์ข้างเคียงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะซึมถึงเซลล์ต่อมน้ำเหลืองซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ทั่วร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 5 วันหลังการสัมผัส

หลักการนี้ได้มีการให้ยาต้านไวรัสหลังสัมผัสเชื้อ (PEP) ทันที พบว่า สามารถต้านการติดเชื้อและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสโรคได้ ซึ่งประสิทธิภาพในการรักษานั้น ขึ้นกับเวลาการสัมผัสเชื้อ ระยะเวลาการได้รับยาตั้งแต่สัมผัสโรคและสภาวะสุขภาพของผู้เข้ารับการรักษาเอง

การรักษาด้วยวิธี PrEP ควรใช้กับใครบ้าง

การรักษาด้วยวิธี PrEP ควรใช้กับใครบ้าง

การรักษาด้วยวิธี PrEP นั้นใช้เมื่อมีกรณีที่ต้องทำการรักษาในกลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงต่อการสัมผัสโรคให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (prophylaxis) โดยการรักษาสามารถให้ทั้งในรูปยากิน หรือเจลผสมยาต้านไวรัสสำหรับใส่ในช่องคลอด หรือทางทวารหนักได้ ประสิทธิภาพของการรักษา ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการตอบสนอง เมื่อสัมผัสเชื้อและความสม่ำเสมอของการรับประทานยาหรือใช้ยา โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องเข้ารับบริการให้เร็วที่สุด ดังนี้

1. บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสเชื้อ เช่น เกิดจากอุบัติเหตุของมีคมทิ่มตำ เช่น เข็มตำ เศษแก้วบาด หรือผู้ที่มีบาดแผลทางร่างกายแล้วสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำเหลืองที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

2. ผู้ที่ถูกข่มขืน ทั้งทางช่องคลอด ทหารหนัก

3. กลุ่มชายรักชาย หรือ ชายรักร่วมเพศที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไม่ว่าจะทางปาก หรือ ทวารหนัก กับคู่นอนที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อหรือไม่

การรักษาด้วยวิธี PrEP ควรใช้กับใครบ้าง

4. หญิงหรือชายที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ หรือมีคู่นอนหลายคนและไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายติดเชื้อหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนัก

5. กลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ที่สัมผัสเชื้อ เช่น การสัมผัสเลือด สารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี เช่น สารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อกระเด็นเข้าตา เนื้อเยื่อ หรือ บาดแผล

ทั้งนี้การรักษาแบบ PrEP นั้น ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องมีผลการตรวจเลือดว่าไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี ไม่มีอาการ หรือประวัติที่บ่งบอกว่ามีความเสี่ยง เนื่องจากอาจเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ PrEP ได้

การรักษาด้วยวิธี PrEP ควรใช้กับใครบ้าง

การรักษาด้วยวิธี PrEP และข้อควรคำนึงถึง

การรักษาด้วยวิธี PrEP นั้น เป็นการให้ยาสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อและไม่มีอาการผิดปกติ และการรักษาอาจมีอาการข้างเคียงมากน้อย แตกต่างกันในแต่ละบุคคล เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ น้ำหนักลดลง รวมไปถึงการเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงขึ้น ถ้าผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบร่วมด้วย ดังนั้น ข้อควรระวังและคำนึงถึงในการให้ยามีดังนี้

  • ผู้ได้รับยาจะต้องได้รับการตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่า ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคเอดส์ และยังไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีมาก่อน โดยผลการตรวจ Anti-HIV ต้องให้ผลลบ (Negative) เพราะการให้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเอดส์จะไม่มีประสิทธิผลในการรักษาและยังทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้น
  • ก่อนให้ยาต้องตรวจคัดกรองภาวะตับอักเสบทุกครั้ง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังให้ยาที่มีผลต่อตับ
  • หลีกเลี่ยง หรือระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคกระดูก เช่น กระดูกบาง โรคไต
  • การรักษาด้วยวิธี PrEP มีขั้นตอนมากกว่าการรักษาทั่วไป มีระยะเวลานาน และค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบ จึงควรประเมินกลุ่มเป้าหมายในการใช้ ตลอดจนการวางแผนติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาต่อไป
  • PrEP เป็นเพียงวิธีการรักษาในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ที่จำเป็นต้องใช้ร่วมกันกับมาตรการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีอื่นๆ เช่น การลดพฤติกรรมเสี่ยง การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง การมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม เป็นต้น