Living With Hiv

ผู้ป่วยโรคเอดส์ ยังเป็นผู้ป่วยที่สังคมทั่วไปค่อนข้างวิตกกังวล เนื่องจากโรคเอดส์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ให้กับบุคคลใกล้ชิดได้หากไม่มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรค โดยเฉพาะคู่สามีภรรยาที่ขาดความเข้าในการปฏิบัติตัวต่อผู้ที่ติดเชื้อ หรือการที่มีสมาชิกในครอบครัวป่วยด้วยโรคเอดส์ อาจสร้างความวิตกกังวลให้สมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวได้ ดังนั้นการใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์อย่างไรให้ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจและให้การยอมรับในพยาธิสภาพของโรคเอดส์

ผู้ป่วยโรคเอดส์สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนในครอบครัวได้อย่างปกติหรือไม่

ผู้ป่วยโรคเอดส์สามารถอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัยเพราะเชื้อเอชไอวีไม่ได้มีการแพร่กระจายเชื้อระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกันด้วยการสัมผัส หรือ กอดจูบ หยอกล้อกัน รวมไปถึงการรับประทานอาหารร่วมกัน หรือนอนในเตียงเดียวกัน เพราะการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีจะแพร่ผ่านทางเลือด หรือน้ำเหลือง และสารคัดหลั่งเท่านั้น แต่ผู้ป่วยโรคเอดส์มีข้อจำกัดด้านภูมิคุ้มกันโรคที่อ่อนแอมากกว่าคนปกติ เนื่องจากเชื้อไวรัสเอชไอวีจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ตามปกติ แม้กระทั่งเชื้อประจำถิ่นซึ่งเคยอาศัยอยู่ในร่างกายก็สามารถที่จะก่อโรค และทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการเจ็บป่วยของผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ และเป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ สมาชิกในครอบครัวควรปฏิบัติตัวดังนี้

การปฏิบัติตัวเมื่ออาศัยร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์

  • ผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว ควรจะศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องโรค สาเหตุ อาการการรักษาและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อเพื่อให้สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสมและสามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง
  • ผู้ป่วยและสมาชิกในบ้านต้องรับรู้และเข้าใจว่า ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยโรคเอดส์ต่างกัน ซึ่งผู้ป่วยโรคเอดส์ คือ การป่วยโรคเอดส์ขั้นสุดท้ายที่เชื้อเอชไอวีได้เข้าไปทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างถาวร ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ตลอดเวลาหากไม่ดูแลรักษาสุขภาพและต้องเคร่งครัดในการรับประทานยา
  • การรับประทานอาหาร สมาชิกทุกคนในบ้านควรรับประทานอาหารที่สด สะอาดและปรุงสุกใหม่ๆ ทุกครั้ง ที่สำคัญ คือ การให้ความสำคัญกับการล้างมือ ก่อน-หลัง การเตรียมอาหาร และหลังการทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเวลารับประทานอาหาร เช่น หลังการเข้าห้องน้ำห้องส้วม
  • ผู้ดูแลต้องสวมถุงมือทุกครั้ง ที่ต้องทำความสะอาดสารคัดหลั่ง ที่คาดว่าจะมีเลือดน้ำเหลือง หรือ ของเหลวอื่นๆจากร่างกายของผู้ป่วย และผู้ป่วยเองก็ควรระมัดระวังการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ จากร่างกายโดยตรงเช่นกัน
  • เสื้อผ้าเครื่องใช้ของผู้ป่วยโรคเอดส์ควรมีใช้เป็นส่วนตัว ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น แยกซักและแยกทำความสะอาด
  • ที่พักอาศัย เช่น ห้องพัก ห้องนอน ห้องน้ำ ควรหมั่นทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช็ดให้แห้ง จัดสิ่งแวดล้อมให้อากาศถ่ายเท
  • ผู้ป่วยโรคเอดส์ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยอื่นๆ หรือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ อีสุกอีใส คางทูม หัด โรคหวัด เป็นต้น
  • หากคู่นอน หรือ สามีหรือ ภรรยา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งป่วยด้วยโรคเอดส์ จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กันควรจะสวมถุงยางอนามัยก่อนทุกครั้ง หากมีบาดแผลภายในร่างกาย อวัยวะเพศ รวมทั้งแผลในช่องปาก ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายสนิท
  • การกอดจูบ หรือ สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองของผู้ป่วยโรคเอดส์ ถือว่าปลอดภัยไม่เป็นการแพร่กระจายโรค
  •  หากผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ตั้งครรภ์ จะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ต้องรับประทานยาต้านไวรัสตลอดการตั้งครรภ์ ไม่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติต้องผ่าตัดคลอดแทน และไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และบุตรจะต้องรับประทานยาต้านไวรัสเป็นเวลา 6 สัปดาห์หลังคลอด

  •  บุคคลในครอบครัวต้องให้กำลังใจ ยอมรับและเข้าใจว่า การติดเชื้อเอชไอวีนั้นมาจากหลายปัจจัย หากเกิดขึ้นแล้ว การดูแลช่วยเหลือให้ผู้ป่วยโรคเอดส์มีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถอยู่ในครอบครัวและในสังคมได้อย่างปกติสุขเป็นเรื่องที่สมควรปฏิบัติที่สุด
  • การดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์นั้น สมาชิกทุกคนต้องเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและเอาใจใส่อย่างมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ถูกเชื้อเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรง อาจมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะสมองเสื่อม หรือระบบการทำงานของอวัยวะสำคัญในร่างกายล้มเหลว เป็นต้น

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ คือ การมองว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ นั้น คือ สมาชิกและบุคคลสำคัญของครอบครัว เป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาที่อาจได้รับการติดเชื้อมาด้วยความไม่ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น การยอมรับและการเข้าใจ การให้กำลังใจผู้ป่วย เป็นเรื่องที่สำคัญมากและผู้ป่วยโรคเอดส์ ควรจะได้รับสิทธิและการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้างเหมือนผู้ป่วยโรคอื่นๆ เช่นกัน

Share :