Web Analytics Made Easy -
StatCounter

การป้องกันเอชไอวี ทำง่ายและได้ผล

เชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถติดต่อได้ 3 ทางคือ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี การรับเชื้อทางเลือด และการติดต่อผ่านแม่สู่ลูก ซึ่งเป็นการรับเชื้อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอด เสมหะ  น้ำเหลือง รวมถึงน้ำนมแม่ ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยการปฏิบัติตามวิธีต่างๆ ดังนี้

  • สวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับ

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่คู่สมรส หรือ คนที่ไม่รู้จัก

  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับคนอื่น

  • ตรวจเลือดก่อนการแต่งงาน เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายของทั้งคู่ไม่มีการติดเชื้อ

  • รับการตรวจเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

  • หากมีแผลเปิดควรระมัดระวัง ไม่ให้แผลสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

  • การใช้ยาต้านเชื้อเอชไอวี (Pre-Exposure Prophylaxis : PrEP) ก่อนการสัมผัสโรค

  • การใช้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (Post-Exposure Prophylaxis : PEP) หลังการสัมผัสโรค

การป้องกันเอชไอวี

 

ประโยชน์ของการป้องกันเอชไอวี

     จากสถิติประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ทราบว่าตนติดเชื้อเอชไอวีและเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประมาณ 460,000 คนเท่านั้น และคาดว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวี อีกประมาณ 29,000 คน ที่ยังไม่ทราบว่าตนติดเชื้อ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่มีเชื้อจะสามารถลดอัตราการขยายตัวนี้ได้ โดยการป้องกันเอชไอวีอย่างถูกวิธี เพื่อให้สุขภาพร่างกายปกติ ไม่มีไวรัสเอชไอวีที่คอยทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย ไม่เสี่ยงติดเชื้อฉวยโอกาส ไม่เกิดการแพร่เชื้อและการติดต่อ ไม่ต้องรับประทานยาต้านไวรัสตลอดชีวิต และลดโอกาสการติดเชื้อชนิดอื่นๆที่เกิดจากเพศสัมพันธ์

ใครบ้างที่ควรป้องกันเอชไอวี

การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี มีทั้งหมดกี่วิธี?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อเอชไอวีมีลักษณะการติดต่อ แพร่เชื้อ และมีพฤติกรรมเสี่ยงดังต่อไปนี้

  1. กลุ่มชายรักชาย (Homosexual) 

  2. กลุ่มชายรักสองเพศ (Bisexual) 

  3. สามี ภรรยา หรือคู่นอน ที่ไม่ทราบว่าคู่นอนมีเชื้อเอชไอวี

  4. พฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนหลายคน

  5. ตนหรือคู่นอน เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

  6. หญิงและชายที่ขายบริการทางเพศ 

  7. หญิงตั้งครรภ์ที่ทำการฝากครรภ์

  8. ทารกในครรภ์ และ บุตร ที่มารดาติดเชื้อเอชไอวี

  9. ผู้ที่มีบาดแผล ที่เสี่ยงสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้อื่น

  10. บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากร่างกายผู้ป่วย

  11. ผู้ป่วยโรควัณโรค

วิธีการที่จะช่วยป้องกันการไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ดีที่สุด มีทั้งหมด 5 วิธี ดังนี้

  • การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากเพศสัมพันธ์ : โดยจะต้องสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เลือกใช้ถุงยางอนามัยได้มาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงของการฉีกขาด

  • การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีสำหรับผู้ที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น : ไม่ควรใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

  • การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีสำหรับคนท้อง : หญิงตั้งครรภ์ควรตรวจเลือดก่อนการฝากท้อง หรือ ระหว่างที่ฝากท้อง เพื่อสามารถรักษาได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

  • การป้องกันการติดเชื้อโดยการทานยา เพร็พ (PrEP) ก่อนการสัมผัสโรค : เป็นยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี แต่มีภาวะเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อจากการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งแพทย์ได้ยืนยันแล้วว่าเป็นยาที่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส ได้มากถึง 90%

  • การป้องกันการติดเชื้อโดยการทานยา เป๊ป (PEP) หลังการสัมผัสโรค : เป็นยาที่มีคุณสมบัติในการยั้งการแบ่งตัวของสารพันธุกรรม ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันเชื้อเอชไอวีไว้ได้ ก่อนที่เชื้อจะแพร่กระจายสู่ร่างกาย โดยยาชนิดนี้จะต้องทานหลังจากได้รับเชื้อเอชไอวี ภายใน 72 ชั่วโมง

 
 

หนึ่งเสียง หนึ่งความรู้ เพื่อลดการติดเชื้อในผู้ป่วยรายใหม่ สร้างความเข้าใจให้เกิดการป้องการ ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี เข้าสู่การรักษา และลดการตีตราในสังคม

ติดต่อเรา

ที่อยู่: 150/4 หมู่ 1 หนองป่าครั่ง  เมือง เชียงใหม่. 50000
อีเมล์: team@lovefoundation.or.th

Line: @lovefoundation

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube