Web Analytics Made Easy -
StatCounter

มองมุมใหม่ต่อการรักษาเอชไอวีและเอดส์

หลายคนมีคำถามเกียวกับ การรักษาเอชไอวีและเอดส์ อย่างที่ทราบกันสถานการณ์ของโรคเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน มีการแพร่ระบาดโดยรวมทั่วประเทศที่ลดลงและมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางการรักษาเอดส์ในปัจจุบันที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  โดยจากสถิติในปี 2561 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 4.8 แสนคน และมีผู้ติดเชื้อใหม่เฉลี่ยวันละ 17 คน ซึ่งในปัจจุบันการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการใช้ยาต้านไวรัสที่ส่งผลให้ร่างกายของผู้ติดเชื้อมีภูมิต้านทานเป็นปกติ ซึ่งผู้ติดเชื้อสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ร่างกายแข็งแรง และมีชีวิตยืดยาวมากขึ้น

โรคเอดส์รักษาได้

การรักษาโรคเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน

ปัจจุบันการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวียังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาได้ถูกพัฒนามากขึ้นจนสามารถทำให้ผู้ป่วย ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีได้อย่างใกล้เคียงกับคนปกติทั่วไป โดยจะต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องและปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามที่แพทย์แนะนำ จะต้องรับประทานยาให้ตรงเวลา รวมไปถึงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่ทำให้เกิดการรับเชื้อใหม่ ตามหลักการสากลที่แพทย์ใช้รักษาผู้เชื้อเอชไอวี คือ Undetectable = Untransmittable (U=U) หรือ ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยมีการตรวจสอบแล้วว่าเชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก โดยการรักษาด้วยยาต้านไวรัสนั้นจะทำให้ร่างกายผู้ติดเชื้อมีปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดต่ำลง จนเรียกได้ว่า “ตรวจไม่เจอ” ส่งผลให้ไม่สามารถแพร่เชื้อเอชไอวีต่อผู้อื่นได้

 

อาการเริ่มต้นของเอดส์เป็นอย่างไร?

อาการเริ่มต้นของเอดส์ คือ อาการของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในช่วงแรกก่อนลุกลามจนกลายเป็นโรคเอดส์ ในผู้ป่วยระยะแรกหลังจากที่ติดเชื้อใหม่ช่วง 2-4 สัปดาห์ จะมีอาการมีเจ็บคอ  ปวดกล้ามเนื้อ มีผื่นแดง ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นอาการที่คล้ายไข้หวัดทั่วไปและจะหายไปเองในอีก 2-3 สัปดาห์ถัดมา และหลังจากนั้นอาจใช้เวลานานถึง 5-10 ปี ที่ผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะที่ไม่แสดงอาการ หรือ ระยะติดเชื้อเรื้อรัง โดยที่เชื้อไวรัสจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนทำให้ภูมิต้านทานต่ำลงเรื่อย ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงผู้ป่วยจะแสดงอาการที่ชัดเจน เช่น มีไข้เรื้อรัง ท้องร่วง อ่อนล้า ต่อมน้ำเหลืองบวม มีเชื้อราในช่องปาก เป็นต้น

 

U = U ไม่พบเท่ากับไม่แพร่ คืออะไร?

U = U คือ Undetectable = Untransmissable แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ไม่พบเท่ากับไม่แพร่  เป็นหลักการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการยอมรับในวาระการประชุมเอดส์โลก ณ กรุงปารีส เมื่อปี 2560 เป็นการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยการทานยาต้านไวรัสจนตรวจไม่พบเชื้อไวรัสHIV ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีว่าได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอพอหรือไม่  ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ ให้สามารถรับการรักษาอย่างทันท่วงทีและใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติทั่วไป

 

การรักษาโรคเอดส์ให้หายขาด

เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา ทีมแพทย์ในประเทศอังกฤษได้เปิดเผยข้อมูลความก้าวหน้าเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยเอชไอวีรายที่ 2 ของโลก ที่ได้รับการรักษาจนหายขาด ซึ่งร่างกายปลอดจากเชื้อHIVมานานกว่า 2 ปีครึ่ง โดยการรักษาด้วยวิธีการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ เพื่อยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายเพิ่มจำนวน แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถสรุปได้แน่นอนว่าผู้ป่วยรายนี้หายขาดจริงๆ เพราะการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์นั้นยังไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมในการใช้รักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนทั่วโลก เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

 

ทำไมถึงต้องทำการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี

การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี ได้มีการรณรงค์ให้มีความสำคัญเช่นเดียวกับการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี เพราะเป็นแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีที่ได้ผล ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของผู้ตรวจ รวมถึงสร้างความมั่นใจให้คนรักและคนรอบข้างด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุที่ควรตรวจหาเชื้อทุกๆปี คือ

 
  • เป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

  • เป็นการวางแผนคุณภาพชีวิตและการดูแลสุขภาพ 

  • หากตรวจพบเชื้อสามารถรับการรักษาได้ทันท่วงที

  • ลดโอกาสในการลุกลามสู่ระยะเอดส์

  • รับการรักษาที่ถูกต้อง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติและมีสุขภาพที่แข็งแรง 

  • ป้องกันการแพร่เชื้อสู่คู่นอนและผู้อื่น

  • สามารถวางแผนชีวิตคู่ได้ดียิ่งขึ้น และป้องกันการแพร่เชื้อสู่ลูกได้ 

  • ได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับเอชไอวีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ควรเริ่มรักษาการติดเชื้อเอชไอวีเมื่อไหร่?

  • กรณีหลังจากที่ผู้ป่วยสัมผัสเชื้อเอชไอวี หรือ Post-Exposure Prophylaxis ควรทำการรักษาหลังสัมผัสเชื้อทันที ภายใน 72 ชั่วโมง โดยในกรณีนี้ แพทย์อาจจะต้องมีการจ่ายยาเป๊ป  PEP  Post -Exposure Prophylaxis โดยต้องทานต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน

  • กรณีผู้ป่วยได้รับเชื้อจนสามารถตรวจพบได้ หรือ Primary Infection เป็นช่วงระยะที่มีเวลาประมาณ 12 - 20 สัปดาห์ ควรทำการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว

  • กรณีผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีโดยแสดงอาการ หรือ Asymptomatic Patients with Established Infection ควรทำการรักษาผู้ที่ติดเชื้อกรณีนี้ตามระยะของโรค ปริมาณของเซลล์ CD4+T-Cell รวมถึง ปริมาณ HIV RNA ตามขั้นตอนการพิจารณาของแพทย์

 

การเลือกใช้ยารักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

การรักษาโดยการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี แต่ละชนิดจะออกฤทธิ์แตกต่างกันไป โดยวิธีการเลือกใช้ยาแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลดีตรงตามร่างกายของผู้ป่วยในการช่วยชะลอการเพิ่มจำนวนของไวรัส เสริมสร้างภูมิต้านทานที่บกพร่อง และรักษาอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ ซึ่งต้องใช้ยา 3 ชนิดร่วมกันหรือมากกว่า หรือที่เรียกว่า (HAART) Highly Active Antiretroviral Therapy เป็นการรักษาที่ลดโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อน และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้เป็นอย่างดีที่สุด ในปัจจุบันยาต้านไวรัสเอชไอวีมีทั้งหมด 3 กลุ่มใหญ่ๆด้วยกัน กลุ่มแรกคือ nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NRTIs) กลุ่มที่สองคือ protease inhibitors (PIs) และกลุ่มที่สามคือ non-nucleoside reverse transcriptase (NNRTIs)

 

การเลือกแพทย์และโรงพยาบาลที่รักษาเอชไอวีและเอดส์

ปัจจุบันการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในไทยสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ผ่านสิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงสิทธิสำหรับผู้ที่มีประกันสังคมด้วยเช่นกัน โดยสามารถเข้าถึงการรักษาหากตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวีและรับยาต้านไวรัสฟรี 

รักษาเอชไอวีด้วยประกันสุขภาพถ้วนหน้า

  • กรณีที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวี และต้องการรับการรักษาจากโรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า 

  • หากตรวจพบเชื้อจากสถานที่อื่น แต่มีความประสงค์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะต้องมีเอกสารรายงานผลการตรวจมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่

 

รักษาเอชไอวีด้วยประกันสังคม

  • กรณีที่พบเชื้อเอชไอวี และต้องการรับการรักษาจากโรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสังคม

  • หากตรวจพบเชื้อจากสถานที่อื่น แต่มีความประสงค์เข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสังคม จะต้องมีเอกสารรายงานผลการตรวจมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่

 

คลีนิคนิรนามทั่วประเทศ

  • คลินิกที่บริการให้คำปรึกษา คำแนะนำ และตรวจเอชไอวี โดยผู้ที่ไปใช้บริการไม่ต้องแจ้งชื่อและข้อมูลต่างๆ หากตรวจพบว่าติดเชื้อจะไม่มีการรายงานผลการตรวจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบ ซึ่งผู้ป่วยสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลต่างๆจะไม่ถูกเปิดเผย

คลีนิคเอกชนที่ดูแลเรื่อง เอชไอวี

 

หนึ่งเสียง หนึ่งความรู้ เพื่อลดการติดเชื้อในผู้ป่วยรายใหม่ สร้างความเข้าใจให้เกิดการป้องการ ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี เข้าสู่การรักษา และลดการตีตราในสังคม

ติดต่อเรา

ที่อยู่: 150/4 หมู่ 1 หนองป่าครั่ง  เมือง เชียงใหม่. 50000
อีเมล์: team@lovefoundation.or.th

Line: @lovefoundation

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube