ผู้ป่วยโรคเอดส์ ในระยะต่างๆ เป็นอย่างไร

สิงหาคม 28, 2018

เมื่อเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์แล้ว จะมีอาการอย่างไร ?

การดำเนินของโรคเอดส์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ
หรือเรียกว่า ระยะติดเชื้อเอดส์โดยไม่มีอาการ (Asymptomatic HIV infection) ระยะนี้คนไข้จะสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดี โดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แม้ว่าในระยะ 2-3 สัปดาห์หลังติดเชื้อเอชไอวี บางรายอาจมีอาการคล้าย เป็นไข้หวัด หรือมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะอยู่ไม่กี่วัน หลังจากนั้นไข้ก็หายไปเอง หรือคนไข้อาจไม่ทันสังเกตว่ามีอาการผิดปกติอะไรเลยก็ได้ ระยะนี้จะทราบว่าติดเชื้อมาแล้วได้โดยการตรวจเลือดและพบเลือดบวกต่อเชื้อเอดส์ ซึ่งโดยทั่วไปจะตรวจพบได้ตั้งแต่ประมาณ 3-12 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ HIV เข้าไป ระยะนี้ถึงจะไม่มีอาการแต่ก็เป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ บุคคลเหล่านี้จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะมีอาการในระยะที่ 2 และ 3 ต่อไป

 


ระยะที่ 2
: ระยะที่ปรากฏอาการเริ่มแรก

หรือเรียกว่า ระยะที่อาการสัมพันธ์กับเอดส์ (ARC = AIDS Related Complex) คนไข้จะเริ่มปรากฏอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น

  • มีอาการเจ็บคอเรื้อรัง
  • ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่ง ติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน
  • น้ำหนักตัวลดลงเร็วมาก โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ท้องเสียยาวนาน เป็นเวลาเกิน 1 เดือน
  • มีฝ้าขาวในช่องปาก ที่ลิ้นและในลำคอ
  • มีเลือดออกจากปาก จมูก ทวารหนัก หรือช่องคลอด
  • เป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง
  • ติดเชื้อรายีสต์
  • มีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการโรคเริม (herpes simplex) ลุกลามและเรื้อรัง

ผู้ป่วยในระยะที่ 2 นี้สามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้ และผู้ป่วยบางส่วนจะมีอาการต่อในระยะที่ 3

ระยะที่ 3 : เป็นระยะท้ายหรือเรียกว่า โรคเอดส์เต็มขั้น (full-blow AIDS) ระยะนี้เชื้อ HIV ทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติมาก อาจจะมีอาการเหมือนระยะที่ 2 แต่มักมีการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) เกิดขึ้นร่วมด้วย เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำลายไปมากขั้น ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบหายใจ เป็นต้น โดยโรคที่ผู้ป่วยเอดส์มักเป็นกันมากที่สุด ได้แก่ โรคประเภทปอดบวมและโรคมะเร็งผิวหนัง

นอกจากนี้ในบางรายยังอาจมีอาการสมองเสื่อมหรือบางรายอาจเกิดมะเร็งแทรกซ้อนเข้ามาอีก เช่น มะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: honestdocs

Share :