• Love Team

โรคไวรัสตับอักเสบ ที่ต้องทำความเข้าใจ

อัพเดตเมื่อ: มี.ค. 26

ไวรัสตับอักเสบ จริงๆ แล้วมีต้นเหตุมาจากอาการตับอักเสบ เนื่องจากเนื้อเยื่อถูกทำลายส่งผลให้หน้าที่การทำงานของตับ ไม่สามารถเป็นไปได้ตามปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการแปลกๆ กับร่างกาย ถือว่า ไวรัสตับอักเสบ ยังคงเป็นโรคที่บรรดาสาธารณสุข ยังคงเร่งหาวิธีแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีผู้ป่วยเกิดขึ้นอยู่ตลอด ไม่จำกัดเพศและวัย ปกติแล้วจุดเริ่มต้นมักมาจากอาการตับอักเสบเฉียบพลัน แต่ก็มีไม่น้อย ที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังก่อนจะลามไปเป็นมะเร็งตับและโรคตับแข็งต่อไป




การแบ่งชนิดของโรคไวรัสตับอักเสบ

สำหรับอาการไวรัสตับอักเสบจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี โดยอาการแต่ละชนิดจะมีสาเหตุและอาการที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้


ไวรัสตับอักเสบเอ


ไวรัสตับอักเสบเอ มักเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคเป็นพาหะเข้าสู่ร่างกาย โดยอาหารประเภทผักผลไม้ รวมถึงน้ำดื่มที่ไม่สะอาด ไวรัสตับอักเสบเอ มีระยะของโรคหรือระยะฟักตัวประมาณ 1 เดือนเศษๆ เมื่อได้รับเชื้อนี้เข้าไป หากเกิดขึ้นกับเด็กมักไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นเท่าไหร่นัก แต่ถ้าในผู้ใหญ่ จะมีอาการออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน โดยจะมีการถ่ายมาพร้อมอุจจาระนับตั้งแต่เข้าสู่ร่างกายได้ราวๆ 14 วัน มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกอย่างมาก จึงมักพบว่ามีการแพร่ระบาดได้ง่าย หากพื้นที่ไหนมีผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบเอนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ชุมชน โรงเรียน ค่ายทหาร ฯลฯ


การรักษาไม่ได้มีอะไรมากอาจทานยาแก้ปวด หากรู้สึกปวดเมื่อย แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาทานเอง พร้อมกับพักผ่อนให้เพียงพอ อาการของโรคจะหายไปเองรวมถึงร่างกายยังจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีกด้วย ถือเป็นตับอักเสบที่ไม่รุนแรงมากนัก


ไวรัสตับอักเสบบี


ถือเป็นโรคไวรัสตับอักเสบที่คุ้นเคยกันดีเพราะมีประชากรในโลกเป็นพาหะของเชื้อชนิดนี้กว่า 200 ล้านคน แบ่งเป็นประเทศไทยราว 5 ล้านคน การตรวจว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ จะต้องตรวจผ่านการเจาะเลือด หรือน้ำเหลืองเท่านั้น การหาปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (HBV viral load) ซึ่งจะบอกจำนวนไวรัสในกระแสเลือดว่ามีมากขนาดไหน และจะมีประโยชน์ในบางรายที่เชื้อไวรัสมีการผ่าเหล่า ทำให้เสมือนตรวจไม่พบไวรัสในกระแสเลือด แต่ตับอักเสบ การตรวจปริมาณไวรัสจะช่วยยืนยันว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบี ที่ทำให้ตับอักเสบจริง หรือการเจาะตับตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ จะมีประโยชน์ในการบอกพยาธิสภาพของตับว่ามีการอักเสบขั้นไหน ซึ่งจะทำในกรณีเตรียมการรักษา หรือวิธีการตรวจความยืดหยุ่นในตับ (Transient elastography, Fibroscan®) เป็นการตรวจหาพังผืดในตับเพื่อดูว่าอยู่ในเกณฑ์ต้องรีบรักษาหรือไม่โดยไม่ต้องเจาะตับ


อย่างไรก็ตามสารคัดหลั่งในร่างกาย เช่น น้ำลาย, อสุจิ, น้ำภายในช่องคลอด, น้ำตา ก็สามารถเป็นพาหะนำโรคได้เช่นกัน


การติดเชื้อของไวรัสตับอักเสบบี ถือเป็นการติดเชื้อที่พบได้ง่าย หากไม่มีการป้องกันดูแลอันประกอบไปด้วย


  • มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ โดยไม่มีการป้องกันด้วยถุงยางอนามัย รวมถึงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งต่างๆ ของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  • ใช้สารเสพติดประเภทฉีดเข้าเส้น การฝังเข็ม หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีโอกาสนำเชื้อสู่ภายในร่างกาย เช่น มีดโกน, แปรงสีฟัน, เข็มเจาะหู ฯลฯ

  • สัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อ โดยตัวผู้สัมผัส มีบาดแผลสดใหม่ที่จะทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

  • แม่ที่มีเชื้อในร่างกาย และมีการคลอดลูก ลูกมีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงมาก




ระยะการเกิดโรคราวๆ 1-6 เดือน มักไม่ค่อยแสดงอาการ ทว่าบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย, ท้องเสีย, มีไข้, ปวดเมื่อย, เบื่ออาหาร สามารถหายเองได้ แต่ก็ยังคงมีเชื้อในร่างกายและมีโอกาสแพร่ไปยังผู้อื่นต่อ หรือมีอาการดีซ่าน จะเริ่มสังเกตว่ามีปัสสาวะสีเข้ม และตัวเหลืองตาเหลือง หรือบางรายก็ไม่พบดีซ่านก็ได้ หลังจากอาการตัวเหลืองตาเหลืองมากถึงที่สุด อาการอ่อนเพลียจะดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายถึงตับเข้าสู่ระยะซ่อมแซม อาการตัวเหลืองตาเหลืองจะค่อยลดลงจนหายเป็นปกติ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์


หากรู้ว่าป่วยก็ให้ไปพบแพทย์พร้อมรับคำแนะนำ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ, หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อีกความอันตรายของไวรัสตับอักเสบบี คือ บางรายเชื้อจะค่อยๆ ลุกลามไปจนถึงขั้นตับอักเสบเรื้อรัง, มีอาการตับแข็งจนกลายไปสู่โรคมะเร็งตับในที่สุด ตามรายงานระบุว่า ใครที่มีพาหะของเชื้อตัวนี้ โอกาสเสี่ยงในการป่วยเป็นมะเร็งตับมีสูงถึง 223 เท่า กันเลยทีเดียว แต่ยังโชคดีที่สามารถป้องกันโรคเบื้องต้นได้ด้วยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีได้


ไวรัสตับอักเสบซี


ถือเป็นไวรัสตับอักเสบที่พบไม่บ่อยนักราว 1% ส่วนใหญ่สาเหตุมาจากการรับเลือดจากผู้อื่น แต่ทั้งนี้การสัมผัสกับน้ำเหลือง หรือใช้อุปกรณ์จำพวกเข็มฉีดยา, มีดโกนร่วมกันก็มีสิทธิเป็นได้ เช่นเดียวกับการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีโดยไม่ได้ป้องกัน


การตรวจวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบซี ทำได้โดย การตรวจการทำงานของตับ ซึ่งบ่งถึงการอักเสบของตับ การตรวจหาหลักฐานของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยการตรวจ anti-HCV หากให้ผลบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ และตรวจหา HCV RNA ซึ่งจะบอกถึงปริมาณไวรัสซี นอกจากนั้น การตรวจสายพันธุ์ของไวรัสจะมีความสำคัญต่อการเลือกยาและระยะเวลาในการใช้ยารักษา การตรวจพยาธิสภาพของตับ เพื่อประเมินการอักเสบและพังผืดในตับ ทำได้โดยการเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับหรือใช้เครื่องมือพิเศษสำหรับวัดปริมาณพังผืด (ความยืดหยุ่น) ในเนื้อตับ การตรวจ ultrasound และการตรวจเลือดหาสาร alpha-fetoprotein เพื่อประเมินภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ


ระยะของอาการไวรัสตับอักเสบซีราว 2 เดือน อาจจะทำให้มีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน และส่งผลให้มีโอกาสเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง จนเข้าสู่ภาวะมะเร็งตับได้ ที่สำคัญคือยังคงไม่มีวัคซีนไวรัสตับอักเสบซีที่ได้ผลสำเร็จแต่มียาฆ่าเชื้อโดยตรงที่สามารถรับประทาน และรักษาให้หายขาดได้ภายใน 3 เดือน ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการฉีดยารักษาไวรัสตับอักเสบเป็นอย่างมาก

ดู 0 ครั้ง

หนึ่งเสียง หนึ่งความรู้ เพื่อลดการติดเชื้อในผู้ป่วยรายใหม่ สร้างความเข้าใจให้เกิดการป้องการ ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี เข้าสู่การรักษา และลดการตีตราในสังคม

ติดต่อเรา

ที่อยู่: 150/4 หมู่ 1 หนองป่าครั่ง  เมือง เชียงใหม่. 50000
อีเมล์: team@lovefoundation.or.th

Line: @lovefoundation

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube