Web Analytics Made Easy -
StatCounter

เริมที่ปาก มีอาการอย่างไร เกิดจากสาเหตุใด

อัพเดตเมื่อ: 21 ธ.ค. 2020

เริมที่ปาก เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในทุกเพศทุกวัย แถมยังเป็นโรคติดต่ออีกด้วย หากมีการสัมผัสเชื้อ เช่น การจูบ การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดดูดเดียวกัน ใช้ลิปสติกแท่งเดียวกัน การใช้ของร่วมกัน หรือแม้แต่การทำออรัลเซ็กส์ โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้รู้สาเหตุและป้องกันตนเองไม่ให้เกิดโรคได้ครับ

สาเหตุเริมที่ปาก


เริมที่ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Herpes Simplex Type 1 Virus (HSV-1) สามารถติดเชื้อได้จากน้ำลาย น้ำเหลือง หรือน้ำอสุจิ สารคัดหลั่ง โดยเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางผิวหนังบริเวณที่มีรอยถลอก­­­­หรือแผล นอกจากนี้ ก็ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางเยื่อเมือก เช่น เยื่อบุปาก เป็นต้น โดยเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะเข้าไปอยู่ในเซลล์ผิวหนังชั้นล่าง โดยบางครั้ง ก็อาจจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น แต่ผู้ป่วยบางราย ในทำนองเดียวกัน เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุเริมที่ปากนี้ก็อาจจะเกิดการแบ่งตัวและทำลายเซลล์ผิวหนังทำให้เกิด­­­­เป็นตุ่ม ใส ๆ เมื่อตุ่มน้ำเหล่านี้แห้งหรือแตกแล้วก็จะเกิดเป็นสะเก็ดและหายไ­­­­ปโดยไม่มีแผลเป็นใด ๆ





อาการของเริมที่ปาก


  1. รู้สึกแสบร้อนผ่าว บริเวณริมฝีปาก หรือคันยุบยิบ

  2. มีตุ่มพองใส ๆ ลักษณะคล้ายพวงองุ่น จากอาการในข้อแรกหลายวันถัดมา บริเวณปาก ริมฝีปากหรือรอบ ๆ ปาก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งริมฝีปากบนหรือล่างและในช่องปาก

  3. ปากเป็นแผลบวมแดง และรู้สึกเจ็บปวดเพิ่มขึ้น อาจมีอาการไข้ร่วมด้วย

  4. ปวดศีรษะ รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง


อาการเหล่านี้อาจกินระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้จนกว่าแผลจะหายหมด


ระยะของเริม


ระยะของโรคเริมที่ปาก แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่


  • ระยะที่หนึ่ง คือ รู้สึกระคายเคือง หรือคันบริเวณริมฝีปาก ก่อนการเกิดแผล

  • ระยะที่สอง คือ มีแผลพุพอง หรือตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นบริเวณริมฝีปาก

  • ระยะที่สาม คือ มีแผลพุพองเยอะขึ้น และรู้สึกแสบร้อน เจ็บปวดมากกว่าเดิม

  • ระยะที่สี่ คือ แผลในระยะที่ 3 เริ่มแห้งและตกสะเก็ด ประมาณ 7-10 วัน

  • ระยะที่ห้า คือ แผลตกสะเก็ดเริ่มหายดี และไม่แสดงอาการใด ๆ


ภาวะอาการแทรกซ้อนของโรค


หากติดเชื้อเริม อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยให้อาการทุเลาเอง


  • มีอาการไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส

  • มีอาการหน้าแดง ตัวแดง หายใจไม่สะดวกหรือติดขัด

  • ตาแดง มีอาการระคายเคืองบริเวณรอบดวงตา


เริมปากติดต่อกันได้หรือไม่


เริมที่ปาก สามารถติดต่อกันได้ หากมีการสัมผัสเชื้อผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของร่างกาย น้ำลาย น้ำอสุจิ น้ำเหลือง พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรคนี้ ตัวอย่างเช่น การจูบ การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดดูดเดียวกัน การรับประทานอาหารไม่ใช้ช้อนกลาง ใช้ลิปสติกแท่งเดียวกัน การใช้ของร่วมกัน หรือแม้แต่ การทำออรัลเซ็กส์ โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น ซึ่งหากที่ปากมีแผลเริม ก็อาจทำให้บริเวณอวัยวะติดเชื้อเริมไปด้วย ถึงแม้ว่า จะเป็นไวรัสคนละชนิดกันก็ตาม อ่านข้อมูลเกี่ยวกับโรคเริมที่อวัยวะเพศเพิ่มเติมที่นี่ > https://www.lovefoundation.or.th/post/herpes-simplex


การรักษาเริมที่ปาก


เริมที่ปาก ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และสามารถเกิดซ้ำได้ทุกเมื่อ ใครหลายคนจึงเป็นเริมบ่อยมาก เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอ หรืออยู่ในช่วงที่พักผ่อนไม่เพียงพอ มีอาการป่วย รู้สึกเครียด หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ การมีประจำเดือน มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดนแดดจัดจนผิวไหม้แดด รวมถึงผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดคีโม และใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ยาที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ตัวว่าเป็นเริมที่ปากควรรีบรักษา เพราะอาจจะส่งผลในชีวิตประจำวันได้ อีกทั้งยังกระทบต่อบุคลิกภายนอก หากต้องพบปะลูกค้า คุยงาน ออกงานสำคัญ อาจทำให้คุณรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันได้ครับ




ยาที่ใช้รักษาเริม


การรักษาเริมที่ปาก ยาที่ใช้รักษาเริมที่ปาก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ยาทาและยารับประทาน


ยาสำหรับทาบริเวณแผล ได้แก่


  • ครีมต้านไวรัส เพนซิโคลเวียร์ (Penciclovir) เช่น ครีมเดนาเวียร์ (Denavir)

  • ครีมต้านไวรัสโดโคซานอล (Docosanol) เช่น ครีมอะบรีวา (Abreva) สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ยาเหล่านี้เป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาเริมที่ปากโดยเฉพาะ มีคุณสมบัติในการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส ช่วยเร่งการรักษาแผลพุพอง และลดอาการของโรค ลดอาการเจ็บปวด ลดอาการแสบร้อนหรือคันบริเวณแผลลงได้ ซึ่งจะเข้าไปหยุดยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัส โดยก่อนและหลังการทายาควรล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง ทาบาง ๆ บริเวณแผลและรอบ ๆ แผล นวดเบา ๆ ทายานี้ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลา 4 วัน หรือทาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกร แต่ห้ามทายานี้ที่แผลในปากเด็ดขาด และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ควรเก็บยาไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ หลีกเลี่ยงแสงแดดหรือความชื้น


ยาสำหรับรับประทาน ได้แก่


ยาต้านไวรัส อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ยาต้านไวรัส วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) ยาต้านไวรัส แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) ยาต้านไวรัส เหล่านี้ จะเข้าไปยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ส่งผลให้อาการบรรเทาลงในที่สุด แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัส ในกรณีที่มีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำบ่อยครั้ง และไม่ควรหาซื้อยาประเภทนี้ตามร้านขายยาทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเท่านั้น ยานี้สามารถรับประทานพร้อมอาหาร ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร หรือในขณะท้องว่างก็ได้ และหลังรับประทานยาให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ


การดูแลแผลเริมที่ปากด้วยตัวเอง


การรักษาโรคนี้ โดยสรุปแล้ว นอกจากจะใช้ยาทาหรือทานยาตามสั่งจากแพทย์ คุณควรจะต้องดูแลตัวเองเบื้องต้น เพื่อให้แผลเริมบรรเทาอาการลงไปในที่สุด ได้แก่



  1. ใช้น้ำเกลือหรือน้ำอุ่นทำความสะอาดแผล เลือกใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลือหรือน้ำอุ่น ค่อย ๆ เช็ดทำความสะอาดบริเวณแผล อาจเลือกทำก่อนที่จะใช้ยาทารักษา เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าไปในแผลได้ดีขึ้น และอย่าลืมล้างมือให้สะอาดหลังจับแผล เพื่อป้องกันการลุกลามไปติดเชื้อบริเวณอื่นของร่างกาย

  2. ดูแลรักษาความสะอาด หากจำเป็นต้องแต่งหน้าหรือใช้เครื่องสำอาง ควรหลีกเลี่ยงการทาทับบริเวณดังกล่าว หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และควรเช็ดด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอาง เพื่อให้บริเวณแผลและใบหน้าสะอาดหมดจด

  3. ควรให้แผลแห้งอยู่เสมอ หลังจากอาบน้ำ ล้างหน้าเรียบร้อยแล้วควรเช็ดบริเวณแผลให้แห้ง ไม่ควรปล่อยให้ชื้น เพราะจะทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ หรือหากมีอาการแสบร้อน แนะนำให้ทาด้วยเจลว่านหางจรเข้ 100% วันละ 2-3 รอบ

  4. ตัดเล็บมือให้สั้น รักษาความสะอาดของเล็บและมือ พยายามไม่ไปแคะแกะเกาบริเวณแผลในระหว่างวันซึ่งอาจมีอาการแสบหรือคันขึ้นได้

  5. งดการออกกำลังกายหนักๆ ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากโรคได้เต็มที่

  6. ทาลิปมันที่มีสารป้องกันแสงแดด เพื่อป้องกันโอกาสเสี่ยงที่แผลจะไหม้แดดจากรังสี UV ในกรณีที่คุณต้องออกไปนอกบ้าน พบเจอแสงแดดแรง ๆ

  7. งดอาหารประเภทหมักดอง ของแปรรูป และอาหารที่มีรสจัด เพราะมีผลกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบได้ง่าย


การป้องกันไม่ให้เป็นเริม


  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อ

  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น

  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารและแก้วน้ำร่วมกัน

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีการทำออรัลเซ็กส์

  • ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียดหรือวิตกกังวลจนมากเกินไป


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ


คำถามที่พบบ่อย


แผลร้อนใน กับ เริมที่ปาก แตกต่างกันอย่างไร?


แผลจากโรคเริมที่ปาก กับแผลร้อนใน ค่อนข้างคล้ายคลึงกันมาก เพราะเป็นแผลที่เกิดขึ้นที่ด้านในของปากได้เหมือนกัน แต่แผลร้อนในไม่ได้เป็นโรคติดต่อ เริมที่ปากจะสังเกตได้ว่ามักเกิดขึ้นบริเวณริมฝีปากและนอกปาก มีลักษณะเป็นตุ่มพองเหมือนพวงองุ่น แต่แผลร้อนในมักอยู่ด้านในริมฝีปากหรือในช่องปากเป็นส่วนใหญ่


สามารถรักษาด้วยสมุนไพรได้หรือไม่?


หากไม่สามารถใช้ยาแผนปัจจุบันในการรักษาเริมที่ปากได้ การใช้สมุนไพรที่ชื่อว่า “พญายอ” หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เสลดพังพอนตัวเมีย ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการแสบร้อน และทำให้ตุ่มใสหายไวขึ้น โดยสามารถเลือกซื้อได้ตามร้านขายยาสมุนไพรทั่วไปในรูปแบบของครีมพญายอ ซึ่งใช้ทาเฉพาะแผลเริมภายนอกริมฝีปาก ต่อเนื่องกัน 4-5 วัน เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ควรละเลยที่จะตามคำแนะนำของเภสัชกรเด็ดขาด


รักษาเริมที่ปากได้จากที่ไหนบ้าง

  • คลินิกเอกชน

  • โรงพยาบาลของรัฐ

  • โรงพยาบาลเอกชน


สรุปแล้ว "เริมที่ปาก" ถึงแม้ไม่สามารถหายขาดได้ แต่หากเราดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด อาการที่เคยเกิดก็จะทุเลาลง และอาจจะไม่กลับมาเป็นอีกเลยก็ได้ครับ




Contact us :
 

Address: 150/4 Moo 1 Nongpakhrang Muang Chiangmai
Emal : team@lovefoundation.or.th

Line : @lovefoundation

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube

The Love Foundation campaigns for sexual health awareness and understanding. We believe that everyone is equally valuable and are able to create change in the fight against HIV stigma, regardless of HIV status.